ไขมันทรานส์ หลายเรื่องที่คุณอาจยังเข้าใจผิด และควรเข้าใจเสียใหม่

         ไม่นานมานี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย อาหารที่มี ไขมันทรานส์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวว่า ไขมันทรานส์คืออะไร แล้วยังมีข้อมูลอีกว่าไขมันทรานส์พบมากในเบเกอรี่ และในขนมขบเคี้ยว ก็ยิ่งทำให้หลายคนคิดว่า ต้องเลิกกินของอร่อยๆ พวกนี้ ความจริงแล้ว ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับไขมันทรานส์อยู่ ดังนี้

ไขมันทรานส์ธรรมชาติ กับ ไขมันทรานส์สังเคราะห์

ไขมันทรานส์ ที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศห้าม หมายถึง ไขมันทรานส์สังเคราะห์ ไม่ใช่ไขมันทรานส์จากธรรมชาติ

  • ไขมันทรานส์ ที่ได้จากแหล่งธรรมชาติ คือ มาจากอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อแพะ ไขมันทรานส์ พบในผลิตภัณฑ์นม 2-5% และในเนื้อวัว และเนื้อแกะ 3-9% งานวิจัยหลายงานวิจัย สรุปว่า การกินไขมันทรานส์ในปริมาณที่พอดี จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้ไขมันทรานส์ยังมีอยู่ในรูป อาหารเสริม ซึ่งก็คือ CLA (Conjugated Linoleic Acid) ด้วย
  • ไขมันทรานส์สังเคราะห์ คือ ไขมันทรานส์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Hydrogenated fats เป็นการเติมไฮโดรเจน เข้าไปในไขมันพืช เพื่อให้เกิดเป็นไขมันทรานส์สังเคราะห์ หลังจากผ่านกระบวนการ การเติมไฮโดรเจน ไขมันทรานส์สังเคราะห์ที่ได้ จะอยู่ได้นาน และเป็นของแข็งในอุณหภูมิห้อง ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับไขมันอิ่มตัว สาเหตุที่ต้องห้ามใช้ไขมันทรานส์สังเคราะห์ในอาหาร เนื่องจากไขมันทรานส์สังเคราะห์ จะส่งผลต่อสุขภาพหัวใจ เพราะว่าเพิ่มปริมาณแอลดีแอล คลอเรสเตอรอล (LDL) หรือไขมันไม่ดี และลดปริมาณเอชดีแอล คลอเรสเตอรอล (HDL) หรือที่เรียกว่าไขมันดี แต่ถึงแม้ว่า ไขมันทรานส์สังเคราะห์จะอันตราย อุตสาหกรรมอาหารก็ยังนำมาใช้ โดยเฉพาะชนิด Partially hydrogenated oils (POH) เพราะว่า ประหยัดงบประมาณ และอยู่ได้นาน

แล้วไขมันทรานส์ธรรมชาติ อันตรายหรือไม่

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮอร์วาร์ด ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ The American Journal of Clinical Nutrition ได้ทำการทดลองเปรียบเทียบ ไขมันทรานส์สังเคราะห์ กับไขมันทรานส์ธรรมชาติ ผลการวิจัยพบว่า ในเพศหญิง ไขมันทรานส์สังเคราะห์ลดปริมาณเอชดีแอล (HDL) ในร่างกาย ส่วนไขมันทรานส์จากธรรมชาติ เพิ่มปริมาณเอชดีแอล (HDL) ในร่างกายของผู้หญิง และผลการวิจัยยังพบว่าไขมันทรานส์ทั้ง 2 ชนิดไม่ได้ส่งผลต่อปริมาณไขมันเอชดีแอล ในเพศชาย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ให้ข้อมูลว่า ไขมันทรานส์สังเคราะห์ เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ เพราะมีปริมาณแคลอรี่สูงกว่า 3.7% ส่วนไขมันทรานส์จากธรรมชาติ มีปริมาณแคลอรี่สูงกว่า 1.5% หรือ 0.8% ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยกว่า

การกินไขมันทรานส์จากธรรมชาติ จึงเสี่ยงอันตรายน้อยกว่า การกินไขมันทรานส์สังเคราะห์ ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม หากกินมากจนเกินไปจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพแน่นอน

ต้องเลิกกินทุกอย่างที่มี เนยขาว เนยเทียม เป็นส่วนผสมหรือเปล่า

มีข้อมูลว่า ไขมันทรานส์พบมากใน เนยเทียม ครีมเทียม ส่วนผสมราคาถูกที่ใช้ทำเบเกอรี่ หรือเนยขาว อาหารเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งต้องห้าม แต่ความจริงแล้ว ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด พบว่ามีไขมันทรานส์สังเคราะห์ สัดส่วนประมาณ 1% อีก 99% ปลอดภัย เนื่องจากประเทศไทยได้ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการ ไม่ให้ใช้ไขมันสังเคราะห์ในอาหาร นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมอาหาร เมื่อได้รับการห้ามไม่ให้ใช้ไขมันทรานส์ หลายบริษัทจึงใช้ไขมันสังเคราะห์ เนยเทียม ครีมเทียมอื่นๆ แทน โดยวัตถุดิบต่างๆ จะไม่เกิดเป็นไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์อันตรายที่สุดจริงหรือ

ไม่ว่าจะกินไขมันชนิดไหน ก็เสี่ยงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากกินในปริมาณมากเกินไป ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต กล่าวว่า ที่จริงแล้วคนไทยป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากไขมันอิ่มตัว คนไทยส่วนใหญ่กินไขมันอิ่มตัวมาก ส่วนไขมันทรานส์นั้นกินเป็นส่วนน้อย ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะเลิกกินอาหารที่มีไขมันทรานส์ แต่ไปกินอาหารอย่างอื่นที่มีไขมันสูง ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ดี

ต้องเลิกกินอาหารทุกชนิดที่มี ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ ที่ได้รับการสั่งห้าม ในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทย นั้นเป็นไขมันทรานส์สังเคราะห์ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร แต่ถึงแม้ว่าจะเลิกกินผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันทรานส์ เราก็อาจจะยังคง ได้รับไขมันทรานส์ธรรมชาติ จากการกินอาหารอยู่ เช่น การกินเนื้อสัตว์อย่าง เนื้อวัว เนื้อแกะ

ไขมันทรานส์สังเคราะห์ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ส่วนไขมันทรานส์ธรรมชาติ มีงานวิจัยที่ให้ข้อมูลว่าไม่เป็นอันตราย เท่ากับไขมันทรานส์สังเคราะห์ แต่ก็ไม่ควรบริโภคมากเกินไป

เวลากินไขมันจึงแนะนำว่า ให้กินไขมันดี อย่างไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งเป็นไขมันที่ดีต่อหัวใจ จะพบได้ในแหล่งอาหาร เช่น

  • ถั่วชนิดต่างๆ
  • อะโวคาโด
  • น้ำมันมะกอก
  • เนื้อปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า
  • เต้าหู้
  • เนยถั่ว
  • น้ำมันพืช อย่างน้ำมันงา น้ำมันดอกคำฝอย

ที่มา : www.hellokhunmor.com

Top